วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โยคะแก้ปวดหลัง

โยคะแก้ปวดหลัง
เชื่อเหลือเกินว่าอาการปวดหลังคงตามรังควานบรรดาผู้คนทั้งหลายไม่เลือกหน้าทั้งชายและหญิงหรือในวัยใดก็ตามนั้น ล้วนแล้วแต่คงต้องเคยผ่านอาการปวดหลังที่ตามคอยมาหลอกมาหลอนกันไม่มากก็น้อย นอกจากอาการปวดหลังจะทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานไปกับมันแล้วนั้นยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่างๆ ทั้งการทำงาน และการเรียนหนังสือ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีท่าโยคะแก้ปวดหลังมาฝากกัน ซึ่งสามารถนำไปทำได้อย่างง่ายดายทั้งที่บ้านและที่ทำงาน แถมการันตีว่าเป็นทีเด็ดในการกำราบอาการปวดหลังได้อย่างชงัด

เรามาเริ่มกันด้วยท่าโยคะแก้ปวดหลังท่า ภูเขา ด้วยการยืนตรงเท้าชิด เช่นเดียวกับส้นเท้าและฝ่าเท้าที่ตรงกันพร้อมเหยียดเข่าให้ตึง แล้วจึงเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาให้เข่ากระชับพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและยืดอก หลังจากนั้นให้เหยียดตรงพร้อมคอตั้งและให้ตามองตรงไปด้านหน้า โดยรักษาสมดุลของร่างกายถ่ายน้ำหนักผ่านเป็นแนวตรงลงมาจากศีรษะ, ไหล่กึ่งกลางสะโพก, ข้อเข่า, ข้อเท้าไปยังฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง ส่วนแขนให้แนบไปกับลำตัวหรือจะพนมมือเหนือศีรษะตลอดจนพนมมือจรดหน้าอกก็ได้ตามถนัด ซึ่งท่านี้จะช่วยคลายอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นการทำให้เรายืนได้อย่างถูกหลัก และฝ่าเท้าแบนราบไปกับพื้น รวมไปถึงกล้ามเนื้อต้นขา, เข่า และข้อเท้า ตลอดจนกล้ามเนื้อหน้าท้องและก้นแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

โยคะแก้ปวดหลัง
ท่าภูเขา

คราวนี้มากันถึงท่าโยคะแก้ปวดหลังท่าที่จะช่วยยืดกระดูกสันหลัง, กล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว และกล้ามเนื้อชายโครง โดยเป็นท่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ให้เรายืนตรงพร้อมพนมมือเหนือศีรษะ แล้วจึงค่อยๆ เอียงลำตัวไปทางด้านข้างอย่างช้าๆ และค้างเอาไว้ 3 ลมหายใจ ก่อนที่จะกลับมายืนตรงและทำซ้ำด้วยการเอียงตัวไปในทิศทางตรงกันข้าม

โยคะแก้ปวดหลัง



ส่งท้ายคอร์สโยคะแก้ปวดหลัง กำจัดอาการปวดหลังอย่างง่ายดายด้วยท่า Side Stretch ที่เริ่มจากการหายใจเข้าพร้อมเหยียดแขนและพนมมือเหนือศีรษะ โดยที่แขนทั้ง 2 ข้างของเราแนบชิดติดไปกับหลังใบหู หลังจากนั้นจึงค่อยหายใจออกพร้อมกับบิดตัวไปทางด้านซ้ายให้แขนตึงทั้ง 2 ข้าง โดยตั้งสติเอาไว้ที่ลมหายใจเข้าลึกและออกยาวอย่างผ่อนคลาย ซึ่งให้ค้างอยู่ในท่านี้ 6 ลมหายใจ ก่อนที่จะหายใจเข้าพร้อมกับบิดตัวกลับมาตัวตรงให้มืออยู่เหนือศีรษะ ขณะที่แขนแนบไปกับหลังใบหู แล้วจึงค่อยหายใจออกพร้อมบิดตัวไปทางด้านขวาให้แขนตึงทั้ง 2 ข้างค้างเอาไว้ในท่านี้ 6 ลมหายใจ หลังจากนั้นค่อยหายใจเข้าพร้อมบิดตัวกลับมาตัวตรง โดยที่มืออยู่เหนือศีรษะและแขนแนบอยู่หลังใบหู แล้วให้หายใจออกพร้อมกับวางมือ ก่อนที่จะทำสลับข้างซ้ำ 1-6 ครั้ง ซึ่งท่านี้ช่วยให้กระดูกสันหลังมีการบิดตัว และระบบประสาทรวมไปถึงแนวกระดูกสันหลังได้มีการคลายตัว ทำให้ลดอาการบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลัง, สะโพก, บั้นเอว, กล้ามเนื้อ รวมทั้งยังกระตุ้นระบบการย่อยและดูดซึมตลอดจนเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โยคะแก้ปวดหลังโยคะแก้ปวดหลัง

ท่า Side Stretch

โยคะคนท้อง

โยคะคนท้อง
หนึ่งในความใฝ่ฝันอันสูงสุดในชีวิตของลูกผู้หญิงแทบจะทุกคนนั้นนั่นก็คือการเข้าสู่ประตูวิวาห์ และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคงไม่พ้นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยการมีทายาทเป็นโซ่ทองคล้องใจ เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วนั้นมันก็ต้องมีการดูแลที่พิถีพิถันกันเป็นพิเศษชนิดที่เรียกได้ว่าประคบประหงมกันยิ่งกว่าไข่ในหินไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินที่ต้องบำรุงลูกน้อยในครรภ์ นอกจากนั้นการฝึกโยคะคนท้องก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยปรับสมดุลทางร่างกายให้คลอดเจ้าตัวน้อยได้ง่าย โดยการฝึกโยคะจะทำให้สมองของว่าที่คุณแม่ได้หลั่งสารแห่งความสุขที่เราเรียกกันว่าสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งจะทำให้คุณแม่มีความสุข และลูกน้อยในครรภ์ก็พลอยมีความสุขไปด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับโยคะคนท้องท่าแรกที่เราจะแนะนำกันในวันนี้นั่นก็คือท่าแมวด้วยการให้คุณแม่คุกเข่าทั้ง 2 ข้างห่างกันพร้อมกับโน้มตัวไปทางด้านหน้าและวางมือลงไปบนพื้นโดยที่แขนตั้งฉาก ส่วนหลังเท้าให้แนบไปกับพื้นแล้วหายใจเข้าไปพร้อมกับแอ่นอกและหลัง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นแล้วให้คงอยู่ในท่านี้ชั่วขณะหนึ่งแล้วจึงหายใจออก หลังจากนั้นให้คุณแม่โก่งตัวพร้อมกับก้มศีรษะแล้วให้คงอยู่ในท่านี้ ก่อนที่จะกลับมาสู่ในท่าหลังตรง ซึ่งท่านี้จะเป็นการลดอาการตึงของไหล่พร้อมกับกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง รวมทั้งยังเป็นการบริหารหลัง, กระดูกสันหลัง และอุ้งเชิงกรานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ส่วนท่าโยคะคนท้องอีกหนึ่งนั้นเป็นท่าวัวที่เริ่มต้นด้วยการให้คุณแม่คุกเข่าทั้ง 2 ข้างห่างกันเท่ากับช่วงของไหล่ให้ระยะห่างระหว่างมือเท่าช่วงไหล่พร้อมกับเหยียดแขนออกไปให้ตรง หลังจากนั้นคุณแม่จึงค่อยเงยศีรษะขึ้นพร้อมกับแอ่นเอวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และคงท่าเอาไว้ ก่อนที่คุณแม่จะก้มศีรษะลงไปจนคางชิดหน้าอกพร้อมกับโก่งหลังขึ้นให้ได้มากที่สุด แล้วจึงหายใจออกควบคู่ไปกับการกดท้องเข้าหาสะดือ และกดโค้งหลังลงขณะที่ตาให้มองไปที่เพดาน โดยขยับได้เพียงแค่ลำตัวเท่านั้น ซึ่งท่านี้มีประโยชน์ตรงที่เพิ่มความยืดหยุ่นบริเวณกระดูกสันหลัง และลดอาการตึงไหล่ รวมไปถึงเป็นการกระตุ้นอวัยวะในช่องท่องได้ดีเยี่ยม

โยคะคนท้อง
ขวาท่าวัว ซ้ายท่าแมว

อย่างไรก็ดีก่อนที่คุณแม่จะเล่นโยคะไม่ว่าจะเป็นท่าโยคะคนท้องท่าใดก็ตามนั้นไม่ควรที่จะฝึกด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ควรต้องอยู่ในความดูแลของครูฝึกหรือผู้เชี่ยวชาญที่คอยจะให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดีเพื่อความถูกต้อง และความปลอดภัยต่อตัวคุณแม่เองรวมไปถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์


วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โยคะหน้า ทำอย่างไรบ้าง

โยคะหน้า
ใบหน้าที่สวยสดงดงามย่อมเป็นความปรารถนาของทุกคนจนทำให้ทุกวันนี้มีการจัดหนักจัดเต็มประโคมหน้ากันมาประชันโฉมด้วยเครื่องสำอางต่างๆ มากมาย รวมไปจนถึงปรนเปรอผิวพรรณกันด้วยผลิตภัณฑ์ชั้นดีที่มีราคาแพงแตกต่างกันออกไปตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน ขณะเดียวกันนั้นมันก็มีอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยให้ใบหน้าของเรานั้นกระชับเต่งตึงรวมไปถึงกระจ่างใสด้วยการไม่ต้องเสียสตุ้งสตางค์กันแม้เพียงแต่แดงเดียว แถมยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือการฝึก
โยคะหน้านั่นเอง

เริ่มต้นกันด้วยท่าฝึกโยคะหน้าหายใจแบบคลื่นทะเลจากการใช้มือจับที่คอแล้วจึงค่อยทำการผ่อนลมหายใจออกไปทางปาก ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของลำคอ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ หายใจเข้าไปลึกๆ แล้วให้ผ่อนลมหายใจออกมาทางจมูกจนมีเสียงดังออกมา โดยท่านี้นั้นมันจะเป็นการขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามทางเดินหายใจได้ดีไม่น้อย ส่วนท่าต่อไปเป็นท่าลมหายใจหน้าใส ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและถ่ายเทอาหารผิวจากชั้นใน ด้วยการเน้นลมหายใจออกจากการลองเป่าปากแล้วจึงค่อยๆ แขม่วท้องเข้ามา และให้ทำพร้อมๆ กันราว 3-5 ครั้ง

สำหรับท่านที่มีปัญหารอยตีนกาถามหาต้องมาฝึกท่าโยคะหน้านี้กันเลยนั่นก็คือท่าอาหมวยที่ใช้นิ้ว 2 นิ้วแตะที่หางตาพร้อมกระพริบตา โดยช่วงแรกให้กระพริบตาพอทำจนคล่องแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นหรี่ตาแทน ซึ่งท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาเต่งตึงกระชับขึ้น แต่ถ้าหากอยากกระชับกล้ามเนื้อบริเวณรอบคอและคางต้องท่าเต่าเลย โดยให้ใช้มือทั้ง 2 ข้างจับไปที่คอแล้วหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆ แล้วจึงค่อยยื่นหน้าออกมาพร้อมกับยื่นฟันทางด้านล่างออกมาด้วย

โยคะหน้า


นอกจากนี้ยังมีท่าโยคะหน้า ท่าปลาทอง ซึ่งช่วยให้แก้มของเรานั้นมันตึงสดใจพร้อมได้ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง ทำด้วยการชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วแล้วเอานิ้วจิ้มลงไปตรงแก้มและดันเข้าไปพร้อมกับนับ 1-10 ควบคู่ไปกับการทำปากเป็นปลาทองให้ตรงร่องแก้มยิ่งลดน้อยลงยิ่งดีเพราะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่ใบหน้า แต่ว่าก็อย่าลืมทำท่าแก้ด้วยการทำแก้มป่องออกมาค้างเอาไว้นับ 1-5 แล้วจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาทางปาก ขณะที่ก็มีอีกท่าที่ใช้คู่กันนั่นก็คือท่าปลาปักเป้าที่หายใจเข้าผ่านทางจมูกอย่างช้าๆ แล้วจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกทางปากพร้อมแลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุดแล้วเปล่งเสียงออกมาว่า "แบร่" หลังจากนั้นก็ให้ปลิ้นตามองขึ้นไปข้างบนแล้วยื่นแขนทั้งสองข้างหงายมาวางเอาไว้บนตัก แล้วเอนตัวไปทางด้านหลังนิดหน่อยพร้อมผ่อนคลายบ่าลงอย่างแผ่วเบา
โยคะหน้าเด้งโยคะหน้า



ขณะเดียวกันนั้นก็มีท่าโยคะหน้าที่จะช่วยให้ใบหน้าของเรานั้นมันซึมซับรับเอาสารอาหารต่างๆ ได้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้นนั้นก็คือท่าพระพุทธรูปที่ให้เราหายใจเข้าผ่านทางจมูกให้ลึกๆ พร้อมกับเปิดดวงตาให้กว้างเหมือนดังราวกับว่าเรามองเห็นไปทั่วสารทิศ แล้วจึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาเข้ามาให้แน่นๆ ก่อนที่จะค่อยๆ เปิดตาขึ้นมาเบาๆ ซึ่งท่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อของบนใบหน้าของเรานั้นมันได้พักผ่อนควบคู่ไปกับการซึมซับสารอาหารอย่างเต็มที่
โยคะหน้าใส

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โยคะลดน้ำหนัก ทำอย่างไร

โยคะลดน้ำหนัก

แน่นอนว่าน้ำหนักส่วนเกินนั้นมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างไม่ปรารถนาเพราะว่านอกจะทำให้ไม่ดูดีเสียบุคลิกภาพแล้วนั้นมันยังแฝงเอาไว้ด้วยโรคร้ายต่างๆ ที่จะพาเหรดกันตามมา และผู้คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงการลดน้ำหนักก็มักจะคิดถึงการออกกำลังกายและการทานอาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนัก แต่ตระหนักกันบ้างหรือไม่ว่าการเล่นโยคะนั้นมันก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน และในวันนี้เราจึงขอแนะนำท่าโยคะลดน้ำหนักให้ได้ไปทำกันเพื่อให้ห่างไกลจากความอ้วนพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง

โยคะลดน้ำหนักท่าแรก ท่าเรือกลไฟ(ตามรูป2.1-2.2) ให้เริ่มต้นจากการยืนตัวตรงพร้อมกางขาออกกว้างเป็น 3 เท่าของช่วงไหล่แล้วให้เอาขาเหยียดตรงเปิดปลายเท้าขวาให้ตั้งฉากไปกับลำตัวและหายใจเข้า หลังจากนั้นก็ให้หงายฝ่ามือยกแขนทั้งสองข้างขึ้นไปให้ขนานกับพื้นพร้อมหายใจออกแล้วหมุนตัวมาทางขวามือ 90 องศาและหายใจเข้าควบคู่ไปกับการประสานมือดันนิ้วชี้ขึ้นเหนือศีรษะพร้อมยืดแขนให้ตึงและหายใจออก ก่อนที่จะงอเข่าขวาให้ตั้งฉากไม่ให้เกินนิ้วโป้งเท้าพร้อมหายใจเข้าและเกร็งขายืดแขนให้ตึงแล้วหายใจออกพร้อมยืดตัวตรง, แขม่วท้อง, หายใจเข้า และเกร็งขายืดตรง แล้วจึงค่อยกลับไปยังท่าเริ่มต้น โดยให้ทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำกันไปเรื่อยๆ ข้างละ 3 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะทำให้ได้บริหารปีกสะบักกลางหลังและกล้ามเนื้อต้นขาพร้อมกับช่วยในการลดไขมันบริเวณสะโพกและท้องแขนได้เป็นอย่างดี

โยคะลดน้ำหนักท่าที่สอง บิดลำตัว(ตามรูป3) เริ่มด้วยการนั่งหลังตรงแล้วใช้ขาซ้ายไขว้ขาขวา ขณะที่ปลายเท้าขวาวางข้างสะโพก ส่วนอกชิดติดเข่าแล้วเอาแขนซ้ายกอดที่หัวเข่าเอาไว้หายใจเข้าลึกๆ พร้อมวาดแขนขวาไปทางด้านหลังแล้วให้ไปวางเอาไว้ที่เอวและหายใจออก หลังจากนั้นก็แขม่วท้องพร้อมบิดเอวหันหน้าไปทางด้านหลังแล้วหายใจเข้าพร้อมหันหน้ากลับไปท่าเริ่มต้น โดยให้ทำแบบนี้ซ้ำกัน 3 รอบแล้วจึงเปลี่ยนข้าง ซึ่งท่านี้จะสามารถช่วยลดเอว, หน้าท้อง, ต้นขา, และปีกสะบัก

โยคะลดน้ำหนักท่าที่สาม ท่าสะพาน (ตามรูป5) เริ่มต้นจากการนอนหงายหายใจเข้าแล้วงอขาชันเข่าเอามือจับที่ส้นเท้าพร้อมเกร็งหัวเข่าแล้วกดคางกับหน้าอก ขณะที่หายใจเข้าให้ยกสะโพกสูงขึ้นเท่าที่จะทำได้โดยให้ใช้มือค้ำที่เอวได้ไม่ผิดกติกา หลังจากนั้นให้หายใจออกและหายใจเข้าอีกครั้งพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก ก่อนที่จะหายใจออกแล้วจึงค่อยๆ วางตัวลงกับพื้น โดยให้ทำเช่นเดียวกันนี้ 4 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหลังจนช่วยให้ลดไขมันหน้าท้องและต้นขา

อย่างไรก็ดีอย่ามัวแต่เน้นฝึกโยคะจนลืมปรับพฤติกรรมการทานอาหารที่จะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้เราได้หุ่นที่ปรารถนา และก็ควรที่จะดื่มน้ำให้มากๆ เช่นเดียวกับบางมื้อหันมาทานผลไม้แทน และยิ่งเป็นผลไม้ที่มีน้ำมากยิ่งดีเพราะช่วยคลายอาการเหนื่อยร้อนจากการฝึกโยคะลดน้ำหนักได้ไปในตัว ซึ่งผลไม้เหล่านั้นก็มีอาทิเช่นฝรั่ง, แตงโมและชมพู่

โยคะลดน้ำหนัก

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โยคะร้อนคืออะไร และประโยชน์ของโยคะร้อน

โยคะร้อนผ่อนคลายสบายตัว

เมื่อพูดถึง โยคะร้อน (Bikram Yoga) คงมีหลายต่อหลายท่านที่มีปัญหาคาใจว่ามันคืออะไรและจำเป็นต้องเล่นกันในสถานที่ร้อนอบอ้าวสมชื่อหรือไม่ และวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่าแท้จริงแล้วนั้นโยคะร้อนนั้นมันก็เป็นโยคะอีกชนิดหนึ่งที่เป็นการกำหนดลมหายใจและการทำสมาธิ ส่วนการฝึกโยคะร้อนจะเป็นการนำเอาความสมดุลมาผสมกลมกลืนให้เข้ากับความแข็งแกร่งของร่างกายได้เป็นอย่างดี และจะทำการฝึกโยคะร้อนกันที่อุณหภูมิราว 36-40 องศาเซลเซียส แต่ในบ้านเรานั้นมักนิยมฝึกกันที่ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พอๆ กับร่างกายของเรานั่นเอง




โยคะร้อน ถูกคิดค้นขึ้นมาจากมร.บิแกรม เซาดรี ซึ่งเป็นผู้ที่คร่ำหวอดทางด้านการฝึกโยคะจากอินเดีย ในปี ค.ศ. 1996 โดยมีหลักการที่สำคัญนั่นก็คือแต่ละท่าทำได้ง่ายไม่อันตรายและเหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นฝึกและคนทั่วไป แต่ก็ได้กำหนดเอาไว้เพียงแค่ 26 ท่าเท่านั้นเอง และมักจะวอร์มร่างกายด้วยท่านสุริยนมัสการ ขณะเดียวกันนั้นเมื่อฝึกไปสักพักก็จะรู้สึกร้อนตามบางส่วนของร่างกาย และจะค่อยๆ ร้อนไปทั่วทั้งร่างกาย ส่วนการฝึกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วงนั่นก็คือฝึกชั่วโมงแรกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยมาฝึกชั่วโมงหลังอีกเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง

ทางด้านประโยชน์จากกันฝึกนั้นมันก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกันไปกว่าโยคะธรรมดาเลย โดยโยคะร้อนช่วยทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายยืดหยุ่นได้ดีกว่าการฝึกโยคะทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับการเผาผลาญพลังงานที่ได้มากกว่าจนทำให้ได้รูปร่างที่สมส่วนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้นมันก็ยังเป็นการช่วยขับเหงื่อออกจากร่างกายได้ดีเยี่ยมจนทำให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวแถมยังเป็นการขับสารพิษให้ออกมาทางร่างกายได้อีกด้วย ตลอดจนลดปัญหาอาการปวดหลังปวดคอได้เป็นอย่างดีทั้งจากระหว่างฝึกและหลังการฝึกโยคะร้อน

นอกจากนี้การฝึกโยคะร้อนยังช่วยทำให้เลือดลมภายในร่างกายของเรานั้นมันไหลเวียนได้สะดวกมากยิ่งขึ้นจนส่งผลให้การทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และได้ความสวยความงามของผิวพรรณมาเป็นของแถมชิ้นโบว์แดงกันเลยทีเดียว ขณะที่การฝึกโยคะร้อนมีการเคลื่อนไหวตามสมดุลธรรมชาติจึงสามารถช่วยแก้ไขบุคลิกภาพให้เรากลับมาดูดีจากการที่หลังไม่โก่ง และไหล่ไม่ห่อเป็นต้น รวมทั้งยังเป็นการช่วยฝึกความอดทนของร่างกายได้ดีไม่น้อยเลยจากการฝึกในแต่ละท่าที่ต้องค้างเอาไว้เป็นเวลาประมาณครึ่งถึงหนึ่งนาทีจึงมีผลช่วยให้จังหวะในการหายใจของเราดีขึ้นไปในตัว ดังนั้นหากเราหันมาฝึกโยคะร้อนกันบ้างก็เป็นการผ่อนคลายสบายตัวได้ไม่เลวเลยทีเดียว

โยคะร้อน

ตัวอย่างการฝึกโยคะร้อน

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คอร์สสอนโยคะเพื่อหุ่นเฟิร์ม

คอร์ส "สอนโยคะเพื่อหุ่นเฟิร์ม

จากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างเร่งรีบแก่งแย่งกันทำมาหากินจนแทบจะไม่
มีเวลาเจียดไปออกกำลังกาย โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่แทบต้องนั่งติดเก้าอี้ทั้งวัน
รวมไปถึงพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ค่อยพิถีพิถัน และมักจะเอาความสะดวกสบายเป็นหลักเน้นหนักไปทางอาหารขยะไม่น้อยเลยทีเดียว จนทำให้รูปร่างเผละเละเทะพุงย้อยห้อยจนไม่น่ามอง 
ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคอร์ส สอนโยคะ เพื่อให้กลับมาหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มกัน

ประเดิมเริ่มต้นการ สอนโยคะ กันด้วยท่านักรบ (Warrior II Pose) 
ที่เป็นหนึ่งในท่าสุดฮิต ซึ่งสามารถกระชับสัดส่วนได้พร้อมกัน 3 ส่วนไล่ไปตั้งแต่ไหล่, ต้นขา และน่อง รวมทั้งยังเป็นการช่วยกระชับหน้าท้องให้ตึงเปรี๊ยะตลอดจนแก้ปัญหาอาการปวดหลังได้ชงัด 


สอนโยคะ


โดยให้เราเริ่มต้นจากการยืนตรงให้เท้าทั้งสองข้างชิดกันตรงกันทั้งสันเท้าและฝ่าเท้า พร้อมกับเหยียดเข่าให้ตึงและเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วยืดอก หลังจากนั้นให้หายใจเข้าออกช้าๆ  และกระโดดแยกเท้าออกให้กว้างราว 3-4 ฟุตพร้อมกางแขนออกไปให้ขนานกับพื้น ต่อจากนั้นให้หมุนเท้าไปด้านซ้าย 90 
องศาโดยที่เท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อยแล้วงอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย 
ขณะที่เข่าซ้ายอยู่ตึงในแนวเดียวกันกับส้นเท้าซ้ายและขาขวาตึง ก่อนที่จะเหยียดแขนทั้งสองข้างให้แขนซ้ายไปด้านซ้ายเช่นเดียวกับแขนขวาไปด้านขวา โดยที่แขนทั้งสองนั้นขนานกันไปกับพื้นพร้อมหันหน้าไปทางซ้ายจ้องมองไปที่ปลายนิ้ว หลังจากนั้นจึงค่อยยืดเอว, ลำตัว และแขนไปทางด้านซ้ายให้ได้มากที่สุดและค้างไว้ 30 วินาทีไปจนถึง 1 นาทีก่อนที่จะคลายท่าแล้วสลับข้างทำท่าเดิม

สำหรับท่าต่อไปที่จะสอนโยคะเพื่อให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มนั่นก็คือท่า GODDESS 

ที่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินให้กับกล้ามเนื้อเป็นอย่างดีโดยเฉพาะที่แขน, สะโพก และบั้นท้ายจากการกางขาทั้งสองข้างออกให้กว้างในลักษณะย่อตัวลงพร้อมตั้งตัวตรงและพนมมือแนบอก ซึ่งควรทำท่านี้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 นาที 


สอนโยคะ
สอนโยคะ

โดยให้เริ่มต้นจากการย่อเข่าพร้อมกางขาออกกว้างๆ ทำมุมฉากกับพื้นแล้วยกแขนแนวตั้งฉากให้นิ้วมือชี้ขึ้นไปด้านบนและพยายามให้หัวไหล่ขนานไปกับข้อศอก แล้วหายใจเข้าอย่างช้าๆ และค่อยๆ พับแขนลงขณะที่ยังคงเกร็งไหล่เอาไว้ ก่อนที่จะหายใจออกอย่างช้าๆ พร้อมกับพับแขนขึ้น หลังจากนั้นให้ยืนค้างเอาไว้ในท่านี้ให้ได้นานที่สุดพร้อมกับพับแขนขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง 20 ครั้ง ก่อนที่จะกางแขนออกข้างลำตัวแล้วหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ และผ่อนคลาย

ตบท้ายการสอนโยคะด้วยท่าที่ทำให้เราได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างมากจากการช่วย ยืดกล้ามเนื้อร่างกายได้แทบทุกส่วนสัด รวมทั้งยังเป็นตัวช่วยชั้นดีในการที่จะเผาผลาญไขมันออกไปได้อย่างมากมายโดยเฉพาะหน้าท้อง, สะโพก, หลัง, ไหล่, แขน และมือนั่นก็คือ เล่นโยคะ

ท่าสะพานโค้ง (Bridge Pose)



ซึ่งท่าโยคะนี้ขอแนะนำให้ลดตัวลงจนเกือบติดพื้นแล้วจึงค่อยๆ ดึงร่างกายขึ้นไปยังตำแหน่งเดิม ที่คล้ายๆ กับการวิดพื้น หรือจะเลือกใช้วิธีการยกขาทั้งสองข้างเหยียดตรงก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด โดยให้เริ่มต้นด้วยการนอนหงายให้หลังแนบไปกับพื้นแล้วจึงค่อยชันเข่าขึ้นพร้อมแยกเท้าห่างเท่ากับความกว้างของสะโพกพร้อมแขนแนบไปกับลำตัว หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนก้นกบอยู่ในระนาบเดียวกันกับหัวเขาแล้วจึงมายกหน้าอกให้อยู่เหนือไหล่ ซึ่งหากรู้สึกว่ายันตัวได้ไม่ถนัดนักก็ให้ขยับเท้าทั้งสองข้างเข้าหาตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะหายใจเข้าแล้วกลั้นหายใจเอาไว้สักครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอ่อนๆ 
แล้วกลับเข้าสู่ท่าผ่อนคลาย